简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
اردو
ราคาน้ำมันพุ่ง 2.5% หลังเกิดเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
บทคัดย่อ:ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงในช่วงเช้าวันอังคารตามความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาปะทุขึ้น รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมากดดันตลาดอีกครั้ง โดยปัญหาหลักก็ยังอยู่ที่ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเกื

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงในช่วงเช้าวันอังคารตามความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาปะทุขึ้น รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมากดดันตลาดอีกครั้ง โดยปัญหาหลักก็ยังอยู่ที่ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเกือบ 2.5% หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้สิ้นสุดลงโดยไม่มีการบรรลุข้อตกลงใหม่แต่อย่างใด ขณะที่การเจรจายังไม่มีความคืบหน้า รวมถึงคำขู่ในการกลับมาใช้กำลังทางทหารอีกครั้งก็ทำให้นักลงทุนกังวลถึงปัญหาการขนส่งน้ำมันมากขึ้น อีกทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ยังจุดชนวนปัญหาเงินเฟ้อให้กลับมา และดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2007 เป็นที่เรียบร้อย
ส่วนสถานการณ์สงครามก็ยิ่งวิกฤติขึ้นอีก หลังข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 60 วันเพื่อเปิดโต๊ะเจรจาได้สิ้นสุดลง และยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงใหม่ อีกทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ ยังออกมาปฏิเสธขยายเวลาหยุดยิงอีกด้วย
ด้านตลาดหุ้นเอเชียโชว์ผลงานแตกต่างกัน โดย Kospi ของเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ขณะที่ Nikkei ของญี่ปุ่นลดลง 1% และ Hang Seng ของฮ่องกงก็ร่วงเช่นกันที่ 0.2%
ที่สหราชอาณาจักร อัตราการว่างงานยังทรงตัวที่ 4.9% ตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่ก็ยังสูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยที่ 4.8% ขณะที่จำนวนการจ้างงานรวมในระบบบัญชีเงินเดือน (Payroll) เพิ่มขึ้น 83,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 129,000 ตำแหน่งอย่างมาก สะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลง โดยข้อมูลการจ้างงานที่ออกมาอ่อนแอลงถือเป็นปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางอังกฤษในการปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ GBPUSD อ่อนค่าลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ $1.3500 ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
ด้านทองคำในขณะนี้ซื้อขายต่ำกว่าระดับ $4,400 เล็กน้อย ถือเป็นการยุติการปรับตัวขึ้นติดกัน 2 วัน เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ส่วนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาจุดชนวนปัญหาเงินเฟ้อ ก็ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาให้โอกาสมากขึ้นที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2026 ซึ่งกลายเป็นปัญหาต่อสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายผลตอบแทนใดๆ อย่างทองคำไป
แม้เงินเฟ้อ และยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลงในสัปดาห์ก่อนจะช่วยลดโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในระยะใกล้ แต่ตลาดก็ยังประเมินว่า Fed ยังมีโอกาสปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างน้อยอีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปี 2026 ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า และกดไม่ให้ทองคำปรับตัวขึ้นได้มากกว่านี้
ส่วนประเด็นสำคัญที่ตลาดต้องจับตาต่อไปก็คือการประชุม FOMC ในวันพุธ ซึ่งอาจเผยให้เห็นถึงข้อมูลนโยบายของ Fed และอาจเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯ และทองคำก็เป็นได้
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ










